ยังคงเป็นเรื่องราวที่ถูกจับตามองกับความสัมพันธ์ที่ เป็นเรื่องรัก 3 เส้า ระหว่าง สเตฟาน ฐสิษฐ์ ที่ก่อนหน้านี้ได้คบหาดูใจกับดาราสาว ส้ม ธัญสินี พรมสุทธิ์ มาได้สักระยะหนึ่ง ไม่นานทั้งคู่ก็ต้องแยกทางกันไป พร้อมกับมีกระแสข่าวว่าดาราสาวรุ่นน้องวัยกระเต าะ คุกกี้ อรนลิน ชัยพร เป็นมือที่ 3

สเตฟาน: ผมเริ่มอธิบายเลยแล้วกันนะครับว่า คือการที่ผมเป็นนักแสดงเนี่ยมันไม่เหมือนคนปกติตรงที ่เวลาคนปกติเค้าคบกัน มันก็ต้องได้ใช้เวลาที่จะศึกษากันใช่ไหมครับ แต่ว่าพอเป็นนักแสดงแล้วเนี่ยมันไม่ได้เวลาตรงน ั้น อย่างพอเวลาผมเป็นคนปกติ ผมคุยกับผู้หญิงคนนึงผมก็ใช้เวลาไปเรื่อยๆ ได้ โดยที่เราไม่ต้องกดดัน อย่างตรงนี้ผมไปคุยกับเค้า ผมก็บอกว่าผมจีบอยู่ แต่ว่าพอจีบประมาณ 2-3 วัน ข่าวก็ออกแล้วคนก็เหมากันไปว่าเป็นแฟนกันไปแล้ว ซึ่งผมยังไม่ได้รู้จักเค้าและเค้าก็ยังไม่ได้รู้จักผ มเลย แค่ 3 วันเอง เชื่อไหมว่าผมกับส้มไปเที่ยวกันนับครั้งได้เลยน ะ ผมจำไม่ได้แน่นอน แต่ 3 ครั้งเองที่ผมออกไปไหนกับเค้า ซึ่งเราเจอกันน้อยมาก พร้อมทั้งการทำงานทุกอย่าง แต่มันกลายเป็นว่าผมกับเค้าคบกันมานานแล้ว คือผมไม่รู้นะ แต่ผมไม่มีทางรู้จักผู้หญิงคนนึงได้ดีพอในเวลา 3 วัน แล้วก็รวมทั้งหมดที่คุยกันมาก็เดือนนึงเท่านั้น ทีนี้พอมันมีเรื่องความกดดันหลายๆ อย่างเข้ามา มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมานั่งกลับมามองในกระจก แล้ว ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้คบกันเป็นแฟนแล้วนะ มันเหมือนเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งมากกว่า คือผมไม่ได้ใช้คำพูดที่ถูกนะ เพราะผมก็ไม่รู้ว่ามันรู้สึกยังไง แต่มันรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว แต่เราต้องไปทำอะไรเพื่อสังคมด้วยกัน ผมก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่จุดประสงค์ที่คุยกันตอนแรก แล้วว่ามันไม่ได้เป็นไปตามต้องการ ก็เลยไม่คุยกันดีกว่าครับ แล้วก็ผมไม่เคยพูดไม่ดีกับเค้าเลย ผมก็บอกว่าบางทีถ้าเราคุยกันแล้วมันไม่ใช่ จะทำยังไงก็คงไม่มีทางให้มันใช่ขึ้นมาได้ แล้วไม่ใช่นี่ไม่ใช่หมายถึงผมไปมีคนอื่นหรือมีม ือที่ 3 หรือว่าเค้าไปทำอะไรไม่ดี ผมอายุ 29 ผมไม่อยากมานั่งเสียเวลากับการที่ผมมาใช้ชีวิตคู่ที่ มันไม่ได้มาจากใจผม แต่มาใช้ชีวิตคู่เพื่อให้สังคมมามองว่านี่มันเป็นชีว ิตคู่ที่ถูกต้อง

มันไม่ได้อยู่ที่เค้าเข้าใจผิดหรอกครับ ผมเองยังเข้าใจผิดเลยว่าเราเป็นแฟนกัน มันเป็นเพราะว่าผมต้องมาสัมภาษณ์แล้วบอกว่าผมคุ ยกัน แล้วคบกันแล้ว เหมือนมันถูกยัดเยียดให้มาเป็นแฟนกันแล้ว เพราะว่าสังคมได้มองเราแบบนั้น ไปไหนคนก็มองว่าเป็นแฟนกันไปแล้ว มันก็เลยกลายเป็นอย่างานั้น แต่พอ 1 เดือนผ่านไป ผมรู้สึกว่าแฟนเรามันไม่ใช่แบบนี้ มันไม่ใช่ว่าต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ผมรู้สึกว่าผมเป็นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ หรือ ควีนเอลิซาเบธ ที่จะเดินออกไปสวัสดีชาวบ้านแล้วให้คนเค้ารู้ว่าเราค บกัน เหมือนเป็นหน้าที่

ผู้สื่อข่าว: สรุปแล้วกับส้มไม่เคยคุยกันว่าเป็นแฟนใช่ไหม

สเตฟาน: ก็คือเราก็ไม่ได้บอกว่าเราคุยกัน เราก็คุยกัน 2 คน แล้วเค้าก็ชวนผมไปงานรับปริญญา ผมก็ไป พอไปเสร็จก็มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ แล้วมันเหมือนกันว่าพอวันรุ่งขึ้นก็เป็นแฟนกันแ ล้ว ไม่ได้คบกันมาก่อนหน้านี้ 3 เดือน วันแรกที่ผมได้เจอเค้าคือวันที่นักข่าวมาสัมภาษณ์ผมท ี่งานรับปริญญา นั่นคือวันแรกที่ผมได้เจอหน้ากับเค้าหลังจากที่เราคุ ยกัน ผมคุยกับเค้าภายในอาทิตย์หนึ่ง แต่ไม่เคยเจอกันเลย วันนั้นคือวันแรก

ผู้สื่อข่าว: จากคำสัมภาษณ์ของส้มที่เหมือนกับว่าทั้งคู่จบกันไม่ด ีนั้น

สเตฟาน: ไม่รู้สึกยังไงครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกยังไงนะ ก็ตั้งแต่คุยกันมาผมไม่เคยทำอะไรเสียหาย และไม่ดีกับเค้าเลยนะ แต่ถ้าถามว่าผมงงไหม ผมงงนะ ซึ่งตอนแรกที่ผมคุยกับเค้าเค้าก็บอกผมนะว่า ถ้าเราไม่ได้คบกัน เราก็เป็นเพื่อนกันก็แล้วกันนะ ผมก็พยายามจะทำอย่างนั้น'

ผู้สื่อข่าว: เป็นเพราะสเตฟานมีแอบคุยกับคนอื่นอย่างน้องคุกกี้ควบ กันไปด้วยหรือเปล่า

สเตฟาน: ผมคุยครับ ผมยอมรับนะว่าผมคุยจริง แต่ผมยืนยันนะว่าผมไม่ได้คุยตอนที่ผมคุยกับส้ม ผมเลิกคุยกับส้มนานแล้วผมถึงคุยกับเค้า แต่ก็คุยปกติเหมือนทุกคนคุยกัน คือผมรู้จักแม่เค้ากับบ้านเค้าอยู่แล้ว คือเราก็คุยกันปกติเลย ก็เริ่มคุยกันมากขึ้น เหมือนผมไม่ใช่สเตฟานที่เป็นดารา แล้วที่ผมบอกว่าผมไม่ได้คุยกับเค้าเพระาผมต้องการให้ มันมีธรรมชาติในชีวิตผมบ้าง แต่ว่าบางทีที่ผมพูดไปผมก็ไม่ได้อยากจะสัมภาษณ์ แต่พวกพี่ๆ มาสัมภาษณ์ผมผมก็ต้องหาคำตอบ ซึ่งตอนนั้นที่ผมคิดได้แล้วตอบไปว่าผมไม่ได้คุยกับเค ้า เพราะว่าผมต้องการให้เค้าบอกว่าเค้าก็ไม่ได้คุยกับผม เหมือนกันแล้วเราจะได้คุยกันแบบธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมากดดัน ซึ่งมันเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดแล้ว แต่พอข่าวออกมาก็หาว่าผมเป็นผู้ชายไม่รับผิดชอบ เจ้าชู้ หน้าตัวเมีย อะไรก็ไม่รู้มากมาย นี่ผมไม่ได้อะไรจากการสัมภาษณ์เลยนะ นอกจากมีคนมาว่าผม ซึ่งผมทำอะไรผิดหรอ ผมอยากจะใช้ชีวิตปกติบ้าง ผมไม่ได้โกรธที่ข่าวออกมาอย่างนี้นะ แต่ผมโกรธคนเข้าไปเขียนแล้วมาว่าผมโดยที่เค้าไม่รู้จ ักผม'

ผู้สื่อข่าว: เพราะน้องคุกกี้ออกตัวแรงว่าคบหาอยู่กับสเตฟานด้วยหร ือเปล่าจึงถึงยุติความสัมพันธ์

สเตฟาน: ไม่ครับ ตอนที่ผมคุยกับเค้าตอนแรกว่าเราคุยกันนะ คือเค้าก็ถามผมเรื่องส้มแหละ ผมก็บอกเค้าไปว่าผมไม่อยากทำผิดพลาดอีกแล้ว ผิดพลาดโดยการที่ไม่ได้ทำอะไรให้มันเรียบร้อย ก็ยังบอกเค้าเลยว่าเราคุยกันเหมือนคนปกติได้ไหม ไม่ต้องออกข่าว คุยกันธรรมชาติ อีกวันนึงรูปก็ลงอินสตาแกรมซะงั้น (หัวเราะ) ได้ข่าวว่าเพิ่งคุยเมื่อวานเองนะ นึกออกไหมว่าการเอารูปลงอินสตาแกรมยังไงรูปก็หลุดไปอ ยู่ดี แล้วผมก็บอกว่าถ้านักข่าวสัมภาษณ์ก็ต้องทำยังไง แล้วผมก็คุยกับแม่เค้าด้วยนะ แม่เค้าก็บอกอยู่เลยว่าคุยกันก็บอกไปตามความจริงว่าค รอบครัวเรารู้จักกันอยู่แล้ว แล้วก็บอกไปแค่นั้นว่าเป็นพี่น้องกัน ผมก็บอกไปอย่างนั้น แต่จู่ๆ มันก็กลายเป็นเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ซึ่งผมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ยอมรับหรืออะไร แต่มันก็มีบางคน ต้องย้ำว่าบางคนนะครับที่มาคุยกับผมแล้วไปออกข่ าวเอง เอารูปหลุดเอง ออกข่าวมั่วซั่วเอง ซึ่งบางคนก็ไม่ได้จริงใจกับผม ไม่ได้จริงจัง บางคนก็มีเหตุผลอย่างอื่นที่มาคุย ผมก็ต้องการให้มันมีความส่วนตัวที่จะได้ศึกษาคน คนนึง แล้วผมก็รู้สึกไม่ดีกับตัวเองนะที่ต้องพูดอะไรออกไปท ี่มันไม่จริง ผมกล้าท้าเลยนะผมน่าจะเป็นพระเอกคนเดียวที่พูดความจร ิงเยอะกว่าพระเอกคนอื่นทุกคน''

ก็ไปดูสิครับ ผมก็บอกว่าผมเคยไป ผมก็บอกเหตุผลของผมที่ผมพูดเพราะผมต้องการความส่วนตั ว ซึ่งผมก็คุยกับเค้าแล้ว ผมไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว แต่ที่พูดไปอย่างนั้นเพราะต้องการเก็บความส่วนตัวไว้ บ้างเพื่อไปคุยกัน คือทำไมทุกอย่างต้องออกข่าวหมดล่ะ ถ้าถามว่าตอนนี้ยังคุยกันอยู่ไหม...เค้าก็ส่งเมสเซจม าหาผมนะว่าเราจะไม่คุยกันแล้วหรอ ผมก็บอกเค้าว่าผมไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ ต้องเป็นอย่างนี้ ผมไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับเค้าเลยนะ แต่กลายเป็นว่าผมถูกต่อว่าตลอดเลย เหมือนผมเป็นลูกเมียน้อยเลยนะ ทุกอย่างจะต้องโดนว่าตลอด ไม่เข้าใจเหมือนกัน''

ผู้สื่อข่าว: แอบน้อยใจหรือโกรธที่มีคนมากล่าวว่าเจ้าชู้, ไม่รับผิดชอบ, หน้าตัวเมีย อย่างที่บอกมาก่อนหน้านี้บ้างไหม

สเตฟาน: เบื่อมากกว่า เบื่อทุกอย่างครับ ผมว่านะถ้าผมรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ผมเป็นคนขี้โกหกดี กว่า จะได้ดูดี สร้างภาพตลอด แล้วก็ไม่ต้องมีเรื่องพวกนี้มาให้ผมปวดหัวด้วยน ะ